Tuesday, November 25, 2014

Social English 3

Social  English 3
           ผ่านมาแล้ว สองอาทิตย์ สำหรับการอบรมหลักสูตร Social  English สำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จังหวัดมุกดาหาร 
           บรรยากาศการอบรม โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร ด้านการฟัง และการพูด ทุกคนมีความกล้ามากขึ้น สามารถทักทายกันได้ ร่วมทั้งการเล่าเรื่อง โดยการนำคำศัพท์ที่ทุกคนเคยเรียนมาแล้ว 
          นำมาใช้ในการพูด 
          ส่วนด้านการฟัง จะใหครูผู้สอนใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา พูดช้าๆ และใช้คำศัพท์ง่าย เพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยในการฟัง กับผู้เข้ารับการอบรมให้มากขึ้น
          นอกจากครูพูดคุยให้นักเรียนฟังแล้ว ยังใช้เพลงประกอบเสริมทักษะในการฟังอีกด้วย
          ในอาทิตย์ที่ 3 เราเริ่มด้วยบทเรียนนี้

           การเชิญชวน (Invitation)
           การแสดงความขอบคุณการชื่นชม และการแสดงความยินดี
           (Thanks,Compliment and Congratutation)
และบทเพลงที่เราฝึกการฟัง

ฝึกฟัง

 Trouble Is A Friend


ฝึกร้อง

Trouble Is A Friend
  

Trouble Is A Friend
บรรยายไทย


Monday, November 17, 2014

Social English 2

Social  English2
 
 เตีย ที่ดี 
 



      วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันอาทิตย์แรกของอบรมภาษาอังกฤษสำหรับบุคลากร ไปรษณีย์จังหวัดมุกดาหาร หลักสูตร Social  English
      เรื่องที่ได้จัดการเรียนรู้ ก็มี 
      1. การทักทาย (Greeting ) และการตอบคำทักทาย  
 
        
                   How to greet someone in English.
 
     2. การแนะนำตัว (Introduction)
 

                                        Introduction

            ที่เน้นในการอบรมมากที่สุดก็คือ ทักษะการฟัง และทักษะการพูด เพราะเรารู้ดีว่า คำศัพท์ที่บุคลากรมีอยู๋นั้น ถ้านำมาใช้ มาร้อยมาเรียง สามารถสื่อสารเบื้องต้นได้ และก็เป็นไปตามคาดทุกคนเรียนรู้อย่างสนุก บางคนสัญญาว่า นอกจากพูดแล้ว ยังจะร้องเพลงให้ฟังด้วยตลอดระยะเวลา เกือบ 6 ชั่วโมงทุกคนสนุก และลุ้นเพื่อนตลอด
    
    อาทิตย์ที่สองของการอบรม เราจะเริ่มกันด้วย เนื้อหาง่ายดังนี้

       การสนทนากับคนแปลกหน้า (Talking to a strager)
 
 Talking to a strager
 
    การขออนุญาต (Permission)
 
 
 
Permission
 
   โดยจะให้ครูสื่อสารภาษาอังกฤษให้มาก ทั้งการพูด การฝึกให้พูด การฝึกฟัง ทั้ังจากครู และฟังสื่อ
    ในแต่ละช่วงฝึกพูด ฝึกฟัง จากเพลง ในอาทิตย์นี้
 
TELL LAURA I LOVE HER


TELL LAURA I LOVE HER 
บรรยายไทย 


 
     ในระหว่างปรึกษากันว่าจะเอาเพลงไหนดี วิทยากรที่ร่วมกันอบรมเสนอแนะว่าน่าจะมีเพลงนี้ด้วย

MY LOVE




 My Love บรรยายไทย
 


********************
ด้วยความคารวะ ต่อเจ้าของผลงานทุกท่าน ขออนุญาตนำมาประกอบเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น


Thursday, November 13, 2014

Social English1

Social  English1
 

 
     วามเป็นครูเป็นได้ทุกเวลา ทุกคนมีความเป็นครูอยู่ในตัวเอง ในขณะเดียวกันผู้เรียนหรือผู้ที่ต้องการเรียนรู้ก็มีอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียว กัน และมีอยู่ในตัวตนของทุกคน
     ได้รับความมอบหมายจากผู้บริหาร ให้จัดการเรียนรู้ให้กับคณะไปรษณีย์มุกดาหาร ที่จะมาเรียนรู้หลักสูตร Social English เพื่อนำไปใช้ในการปฎิบัติหน้าที่
      ซึ่งระยะเวลาที่จะใช้ในการเรียนรู้จำนวน 30 ชั่วโมง 
      เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ เป็นไปตามสมัยนิยม เลยใช้เวที ครูครับครูเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนการสอน โดยจะใช้ครูต่างชาติ และครูคนไทยผสมผสานกับครูชาวไทย
     หลักสูตรที่จะใช้ในการจัดการเรียนมี มี 10 สถานการณ์ดังนี้
     1. การทักทาย (Greeting ) และการตอบคำทักทาย 
        How to greet someone in English.
     2. การแนะนำตัว (Introduction)
     3. การสนทนากับคนแปลกหน้า (Talking to a strager)
     4. การขออนุญาต (Permission)
     5. การเชิญชวน (Invitation)
     6. การแสดงความขอบคุณการชื่นชม และการแสดงความยินดี
         (Thanks,Compliment and Congratutation)
     7. การขอโทษ (Apoogising)
     8. การสนทนาทางโทรศัพท์ (Telephone Conversation)
     9. การให้คำแนะนำ การช่วยเหลือ (Advising and Helping)
     10. การกล่าวอำลา (Saying Goodbye)
       ตลอดระยะเวลาที่จัดกิจกรรม จะใช้ที่ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และรายงาน

                       เริ่มบทเรียนแรกด้วยการนำบทเพลง ที่มากด้วยความหมายมาฝาก
 
 Take Me To Your Heart
 





      เริ่มการทักทายกันเลยหลังจากได้ดูเพลงพร้อมกับร้องคาราโอเกะ ทักษะที่สำคัญในการพูดคือการฟังยิ่งได้ฟังคนที่เป็นเจ้าของภาษา ยิ่งมีทักษะ


การทักทาย (Greeting )



Monday, June 9, 2014

วันไหว้ครู

ไหว้ครู
ครูครับครู




       พิธีไหว้ครู เป็นพิธีกรรมที่เป็นประเพณีของไทยที่นิยมปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ แสดงถึงความระลึกถึงบุญคุณของครู การไหว้ครูเป็นการแสดงตนว่าขอเป็นศิษย์ของท่านโดยตรง
       การไหว้ครูมีใช้ในหลายกิจกรรม เช่น การไหว้ครูในโรงเรียน พิธีกรรมของโรงเรียนในวันครู  การไหว้ครูมวย เป็นการไหว้ครูด้วยลีลาของศิลปะมวยไทย เช่นเดียวกับ กระบี่กระบอง การไหว้ครู ก่อนการแสดงศิลปะดนตรี เช่น หนังตะลุง และการไหว้ครูในงานประพันธ์ เรียกว่า บทไหว้ครู หรือ อาเศียรวาท (อาเศียรพาท ก็ว่า) เป็นการกล่าวระลึกถึงบุญคุณครู และขอความเป็นสิริมงคล

       ดอกไม้ที่ใช้ในการไหว้ครู

     ในปัจจุบันดอกไม้ที่ใช้ไหว้ครูกัน ส่วนมากมักจะเป็นดอกกุหลาบ หรือเป็นดอกไม้ที่เป็นชื่อฝรั่ง หรือแล้วแต่ร้านจัดดอกไม้จะจัดให้ ความหมายของดอกไม้เปลี่ยนไป  และก่อนวันไหว้ครู เหล่านักเรียนจะขะมักเขม้น คือ ตั้งใจทำอย่างรีบเร่งเพื่อให้แล้วเสร็จไป ทันวันไหว้ครู เป็นที่สนุกสนานมาก

       ในพิธีไหว้ครูนับตั้งแต่สมัยก่อน จะใช้ดอกไม้หลัก 3 อย่างในการทำพาน ซึ่งดอกไม้ ความหมายในการระลึกคุณครู ได้แก่
       หญ้าแพรก (หมายถึง การเจริญงอกงามของสติปัญญา)  สื่อถึง ขอให้เรียนได้เร็วเหมือนหญ้าแพรก ที่โตได้เร็วและทนต่อสภาพดินฟ้า อากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ ซึ่งเปรียบเสมือน คำดุด่าของครูบาอาจารย์   

หญ้าแพรก

        ดอกเข็ม  (หมายถึง เฉลียวฉลาด) สื่อถึง ขอให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เหมือนชื่อของดอกเข็ม
ดอกเข็ม
  
        ดอกมะเขือ (หมายถึง การอ่อนน้อมถ่อมตน)  สื่อถึง การเปรียบเทียบว่า มะเขือนั้น จะคว่ำดอกลงเสมอเมื่อจะออกลูก แสดงถึง นักเรียนที่จะเรียนให้ได้ผลดีนั้นต้องรู้จักอ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อย เหมือนมะเขือที่โน้มลงเสมอ  

ดอกมะเขือ

       ข้าวตอก เนื่องจากข้าวตอกเกิดจากข้าวเปลือกที่คั่วด้วยไฟอ่อนๆ ให้ร้อนเสมอกันจนถึงจุดหนึ่งที่เนื้อข้างในขยายออก จนดันเปลือกให้แยกออกจากกัน ได้ข้าวสีขาวที่ขยายเม็ดออกบาน ซึ่งสามารถนำไปประกอบพิธีกรรม หรือทำขนมต่างๆได้ ดังนั้น ข้าวตอกจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย หากใครสามารถทำตามกฎระเบียบ เอาชนะความซุกซนและความเกียจคร้านของตัวเองได้ ก็จะเหมือนข้าวตอกสีขาวที่ถูกคั่วออกจากข้าวเปลือก 

ข้าวตอก


        คำไหว้ครู ของนักเรียน                              
(หัวหน้านำ)   ปาเจราจะริยาโหนติ

(รับพร้อมกัน) คุณุตตะรา    นุสาสะกา

 *  ข้าขอประณตน้อมสักการ              บูรพาคณาจารย์

     ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา

 *  ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา                  อบรมจริยา

     แก่ข้าฯ  ในการกาลปัจจุบัน

 *  ข้าฯขอเคารพอภิวันท์                   ระลึกคุณอนันต์

     ด้วยใจนิยมบูชา

 *  ขอเดช  กตเวทิตา                       อีกวิริยะพา

     ปัญญาให้เกิดแตกฉาน

 *  ศึกษาสำเร็จทุกประการ                  อายุยืนนาน

     อยู่ในศีลธรรมอันดี

 *ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี                   ประโยชน์ทวี

   แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ


** ปัญญวุฑฒิ  กะเรเต  เต   ทินโนวาเท   นะมามิหังฯ



 คำปฏิญาณตน

เราคนไทยใจกตัญญู   รู้คุณชาติ  ศาสนา  พระมหากษัติย์

เรานักเรียนจักต้องไม่ประพฤติตนให้เป็นที่เดือนร้อนต่อตนเองและผู้อื่น   

 ปาเจรา จริยาโหนติ  คุณุตรา นุสาสการ

                       ข้าขอประณตน้อมสักการ   บูรพคณาจาร

               ผู้กอบประโยชน์ศึกษา    ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา

 อบรมจริยา       แก่ข้าในกาลปัจจุบัน

              ข้าขอเคารพ อบภิวันท์   ระลึกคุณอนันต์  ด้วยใจนิยมบูชา

              ขอเดชกตเวทิตา  อีกวิริยะพา    ปัญญาให้เกิดแตกฉาน

              ศึกษาสำเร็จทุกประการ    อายุยืนนาน   อยู่ในศีลธรรมอันดี

              ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี    ประโยชน์ทวี  

               แก่ข้าและประเทศไทยเทอญ
******* 
ปลายดินสอจาก http://th.wikipedia.org และศิษย์มีครูทุกท่าน

         

Tuesday, March 13, 2012

เรื่องความเข้าใจผิดทาง ดาราศาสตร์

เรื่องความเข้้าใจผิดทางดาราศาสตร์์
โดย  นิพนธ์์ ทรายเพชร 
ราชบัณฑิต ผู้้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท.

        มีหลายเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวและอวกาศที่เราเข้าใจผิดเพราะสาเหตุนานาประการ เป็นต้นว่า“เห็นเป็นอย่างนั้น” ได้ยินได้อ่านมาอย่างนี้” “ฟังผู้รู้บอกมา” ล่าสุดมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
บอกว่าโลกจะล่มสลายในปีค.ศ. 2012 เป็นต้น จึงขอนำบางเรื่องที่เข้าใจผิดทางดาราศาสตร์
มาอธิบายเพื่อความเข้าใจว่าถูกต้อง


ดวงจันทร์มีด้านมืด
       เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ด้านที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะสว่างเป็นกลางวันอีกด้านหนึ่งมืดเป็น กลางคืน ดวงจันทร์จึงมีด้านมืดด้านสวว่างตลอดเวลา แต่บ างคนไม่คิดแบบนี้ แต่คิดว่าด้านไกลของดวงจันทร์มืดเสมอ ข้อนี้จริงสำหรับวันเดือนเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) เพราะด้านใกล้ของดวงจันทร์ได้รับแสงอย่างเต็มที่ เนื่องจากหันไปทางดวงอาทิตย์ ด้านไกลจึงเป็นกลางคืนทั้งหมด และด้านใกล้เป็นกลางวันทั้งหมด แต่ในวันเดือนดับ (แรม 14 – 15 ค่ํา) ด้านใกล้ไม่ได้รับแสงจึงมืด ด้านไกลสว่างเพราะด้านไกลของดวงจันทร์หันไปทางดวงอาทิตย์ ณ ตำแหน่งใด ๆ ของดวงจันทร์รอบโลก ดวงจันทร์จะได้รับแสงอาทิตย์ครึ่งดวงเสมอ เหมือนโลกที่สว่างครึ่งหนึ่งเป็นกลางวันและอีกครึ่งหนึ่งมืดเป็นกลางคืน บนโลกกลางคืนยาวนานประมาณ 12 ชั่วโมงแต่บนดวงจันทร์เวลาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงดวงอาทิตย์ตกยาว 14.8 วัน บนดวงจันทร์ก็เหมือนกับบนโลกเพียงแต่กลางวัน-กลางคืน ยาวกว่าบนโลก


Astronaut Stephen K Robinson
ไม่มีแรงโน้มถ่วงในอวกาศ
       นิวตันค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงระหว่างวัตถุมวล m1 กับวัตถุมวล m2 ที่อยู่ห่างกัน r ว่าแรงแปรผันตรงกับ
m1 m2 และแปรผกผันกับกำลัง 2 ของระยะห่าง ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ว่า แรง F = G m1 m2 / r2 เมื่อ G เป็นค่าคงที่สากลของแรงโน้มถ่วง หมายความว่า กฎนี้ใช้ได้ทั่วไปในโลก ในระบบโลก - ดวงจันทร์ ระบบสุริยะ ในดาวฤกษ์ ในกาแล็กซีของเรา และในอวกาศ มีแรงโน้มถ่วงในอวกาศแน่นอนความเชื่อเรื่องไม่มีแรงโน้มถ่วงในอวกาศเกิดขึ้นในยุคอวกาศ เมื่อทุกคนดูทีวีแล้วเห็นมนุษย์อวกาศลอยอยู่ในอวกาศในสภาพไร้น้ำหนัก นักเขียนหนังสือประเภทนิยายวิทยาศาสตร์ อาร์เทอร์ ซี คลาร์ค ได้ใช้คำว่า “zeroG” ฟังดูเหมือนกับหมายความว่า ไม่มีแรงโน้มถ่วงแต่ความจริงก็คือ นักบินอวกาศอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก แรงโน้มถ่วงของโลกกำลังดึงนักบินอวกาศให้ตกสู่ผิวโลกแบบเดียวกับดึงลูกแอปเปิลให้ตกสู่พื้นโลก ยานอวกาศและนักบินอวกาศกำลังตกลงพร้อม ๆ กัน หากนักบินอวกาศยืนอยู่บนเครื่องชั่งน้ําหนัก เครื่องชั่งจะชี้ที่เลข 0 เพราะไม่มีแรงกดลงบนเครื่องชั่ง มนุษย์อวกาศจึงอยู่ในสภาพไม่มีน้ําหนักหรือไร้น้ําหนัก ในอวกาศนักบินอวกาศกำลังตกตลอดเวลาแต่ตกไม่ถึงพื้นดิน การที่เป็นเช่นนี้ได้จะต้องมีแรงดึงนักบินอวกาศไว้ แรงนั้นคือแรงโน้มถ่วงระหว่างนักบินอวกาศกับโลก ซึ่งมีค่าเท่ากับ GMm/r2 เมื่อ M เป็นมวลของโลก m คือ มวลของนักบินอวกาศ และ r คือ ระยะห่างระหว่างนักบินอวกาศกับจุดศูนย์กลางของโลก ในอวกาศจึงมีแรงโน้มถ่วงเสมอ ดวงจันทร์ก็อยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกจึงเคลื่อนรอบโลก ดาวเทียมทั้งหลายเคลื่อนรอบโลกก็เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกทั้งสิ้น หากไม่มีแรงโน้มถ่วง ยานอวกาศจะเคลื่อนที่ไปในแนวเส้นตรงหนีออกไปจากโลก

วิดีทัศน์

*******
ปลายชอล์กจาก  http://magazine.ipst.ac.th

Tuesday, February 21, 2012

จริต

จริตคน คนมีจริต จริตลิขิตคน


       พูดถึงจริต เชื่อว่าหลายท่าน อาจรับไมได้ ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีคำหนึ่งที่พอเราได้ยินแล้ว ลมออกหู เป็นควัน คือ ดัดจริตหรือ เป็นคนมีราคะจริต
       ทีจริงแล้วจริตมีกันทุกคน ทางศาสนาพุทธนั้น ก่อนที่พระท่านจะสอนใครท่านต้องดู จริตคนนั้นเสียก่อน แล้วจัดบทเรียน บทปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของคน คนนั้น
        เรื่องนี้เป็นไปตามแนวการวิเคราะห์ผู้เรียน ที่พระพุทธเจ้า ทรงใช้วิเคราะห์เวลาจะเสด็จไปสอน
       โดนท่านทรงแบ่งจริตคนในโลกนี้ มีกีอย่าง อะไรบ้างนั้น
       โดยที่คุณครู ถ้ารู้เรื่องจริต จะสามารถจัดกิจกรรมได้สอดคล้องกับเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาได้    
       คำว่า "จริต" ในที่นี้หมายถึงสภาวะจิตของคนตามธรรมชาติจากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ คือ
        1.ราคะจริต คือสภาวะจิตที่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสจนเป็นอารมณ์
        2.โทสะจริต หรือสภาวะจิตที่โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย เพียงพูดผิดสักคำ ได้เห็นดีกัน
        3.โมหะจริต หรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงเหงาหาวนอนหรือซึมเศร้าเป็นอาจิณ
        4.วิตกจริต หรือสภาวะจิตที่กังวล สับสนและวุ่นวายฟุ้งซ่านแทบทุกลมหายใจ
        5.ศรัทธาจริต คือสภาวะจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามผลักดันให้ตัวเองและผู้อื่นบรรลุถึงจุดหมายนั้น
       6.พุทธิจริต คือสภาวะจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุหาผลมาแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมทั้ง มีความสนใจ เรื่องการยกระดับและพัฒนาจิตวิญญาณ 
       จริตแต่ละอย่างมีลักษณะ จุดอ่อน จุดแข็ง และการแก้ไขแตกต่างกันดังนี้

        ราคะจริต     
        ลักษณะ บุคลิกดี มีมาด น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ ติดในความสวย ความงาม ความหอมความไพเราะ ความอร่อย ไม่ชอบคิด แต่ช่างจินตนาการเพ้อฝัน จุดแข็ง มีความประณีตอ่อนไหว และละเอียดอ่อน ช่างสังเกตุเก็บข้อมูลเก่ง มีบุคลิกหน้าตาเป็นที่ชอบและชื่นชมของทุกคนที่เห็น วาจาไพเราะ เข้าได้กับทุกคน เก่งในการประสานงาน การประชาสัมพันธ์และงานที่ต้องใช้บุคลิกภาพ
       จุดอ่อน ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่ได้ยาก ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีความเป็นผู้นำ ขี้เกรงใจคน ขาดหลักการ มุ่งแต่บำรุงบำเรอผัสสะทั้ง 5 ของตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชอบพูดคำหวานแต่อาจไม่จริง อารมณ์รุนแรงช่างอิจฉา ริษยา ชอบปรุงแต่ง
       วิธีแก้ไข พิจารณาโทษของจิตที่ขาดสมาธิ ฝึกพลังจิตให้มีสมาธิเข้มแข็ง หาเป้าหมายที่แน่ชัดในชีวิต พิจารณาสิ่งปฏิกูลต่างๆของร่างกายมนุษย์เพื่อลดการติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 

       โทสะจริต
        ลักษณะ จิตขุ่นเคือง โกรธง่าย คาดหวังว่าโลกต้องเป็นอย่างที่ตัวเองคิด พูดตรงไปตรงมา ชอบชี้ถูกชี้ผิด เจ้าระเบียบ เคร่งกฎเกณฑ์ แต่งตัวประณีต สะอาดสะอ้าน เดินเร็ว ตรงแน่ว
       จุดแข็ง อุทิศตัวทุ่มเทให้กับการงาน มีระเบียบวินัยสูง ตรงเวลา วิเคราะห์เก่ง มองอะไรตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อผู้อื่นสามารถพึ่งพาได้ พูดคำไหนคำนั้น ไม่ค่อยโลภ
       จุดอ่อน จิตขุ่นมัว ร้อนรุ่ม ไม่มีความเมตตา ไม่เป็นที่น่าคบค้าสมาคมของคนอื่น และไม่มีบารมี ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างวจีกรรมเป็นประจำ มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย
       วิธีแก้ไข สังเกตดูอารมณ์ตัวเองเป็นประจำ เจริญเมตตาให้มากๆ คิดก่อนพูดนานๆ และพูดทีละคำ ฟังทีละเสียง อย่าไปจริงจังกับโลกมากนัก เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ พิจารณาโทษของความโกรธต่อความเสื่อมโทรมของร่างกาย 

       โมหะจริต 
        ลักษณะ ง่วงๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ดวงตาดูเศร้าๆ ซึ้งๆ พูดจาเบาๆ นุ่มนวลอ่อนโยน ยิ้มง่าย อารมณ์ ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เดินแบบขาดจุดมุ้งหมาย ไร้ความมั่นคง
       จุดแข็ง ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าใจอะไรได้ง่ายและชัดเจน มีความรู้สึก มักตัดสินใจอะไรได้ถูกต้อง ทำงานเก่ง โดยเฉพาะงานประจำ ไม่ค่อยทุกข์หรือเครียดมากนัก เป็นคนดี เป็นเพื่อนที่น่าคบ ไม่ทำร้ายใคร
       จุดอ่อน ไม่มีความมั่นใจ มองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง โทษตัวเองเสมอ หมกมุ่นแต่เรื่องตัวเองไม่สนใจคนอื่น ไม่จัดระบบความคิด ทำให้เสมือนไม่มีความรู้ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นจุดเด่น สมาธิอ่อนและสั้นเบื่อง่าย อารมณ์อ่อนไหวง่ายใจน้อย
       วิธีแก้ไข ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน ฝึกสมาธิสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง ให้จิตออกจากอารมณ์ โดยจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือเล่นกีฬา แสวงหาความรู้ และต้องจัดระบบความรู้ความคิด สร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต อย่าทำอะไรซ้ำซาก 

        วิตกจริต
       ลักษณะ พูดเป็นน้ำไหลไฟดับ ความคิดพวยพุ่ง ฟุ้งซ่านอยู่ในโลกความคิด ไม่ใช่โลกความจริง มองโลกในแง่ร้ายว่าคนอื่นจะเอาเปรียบกลั่นแกล้งเรา หน้าจะบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม เจ้ากี้เจ้าการ อัตตาสูงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง ผัดวันประกันพรุ่ง
       จุดแข็ง เป็นนักคิดระดับเยี่ยมยอด มองอะไรทะลุปรุโปร่งหลายชั้น เป็นนักพูดที่เก่ง จูงใจคน เป็นผู้นำหลายวงการ ละเอียดรอบคอบ เจาะลึกในรายละเอียด เห็นความผิดเล็กความผิดน้อยที่คนอื่นไม่เห็น
       จุดอ่อน มองจุดเล็กลืมภาพใหญ่ เปลี่ยนแปลงความคิดตลอดเวลา จุดยืนกลับไปกลับมา ไม่รักษาสัญญา มีแต่ความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มี วิจารณญาณ ลังแล มักตัดสินใจผิดพลาด มักทะเลาวิวาท ทำร้ายจิตใจ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความทุกข์ เพราะเห็นแต่ปัญหา แต่หาทางแก้ไม่ได้
       วิธีแก้ไข เลือกความคิด อย่าให้ความคิดลากไป ฝึกสมาธิแบบอานาปานัสสติ เพื่อสงบสติ อารมณ์ เลิกอกุศลจิต คลายจากฟุ้งซ่าน สร้างวินัย ต้องสร้างกรอบเวลา ฝึกมองภาพรวม คิดให้ครบวงจร หัดมองโลกในแง่ดี พัฒนาสมองด้านขวา 

       ศรัทธาจริต
       ลักษณะ ยึดมั่นอย่างแรงกล้าในบุคคล หลักการหรือความเชื่อถือและความศรัทธา คิดว่าตัวเองเป็นคนดี น่าศรัทธา ประเสริฐ กว่าคนอื่น เป็นคนจริงจัง พูดมีหลักการ
       จุดแข็ง มีพลังจิตสูงและเข้มแข็งพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมไปสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม มีพลังขับเคลื่อนมหาศาล มีลักษณะความเป็นผู้นำ
       จุดอ่อน หูเบา ความเชื่ออยู่เหนือเหตุผล ถูกหลอกได้ง่าย ยิ่งศรัทธามาก ปัญญายิ่งลดน้อยลง จิตใจคับแคบ ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง ไม่ประนีประนอม มองโลกเป็นขาวและดำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนคิดว่าถูกต้อง สามารถทำได้ทุกอย่างแม้แต่ใช้ความรุนแรง
       วิธีแก้ไข นึกถึงกาลามสูตร ใช้หลักเหตุผลพิจารณาเหนือความเชื่อ ใช้ปัญญานำทาง และใช้ศรัทธาขับเคลื่อน เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ ลดความยึดมั่นในตัวบุคคลหรืออุดมการณ์ ลดความยึดมั่นในตัวกูของกู 

       พุทธจริต 
       ลักษณะ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล มองเรื่องต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงไม่ปรุงแต่ง พร้อมรับความคิดที่แตกต่างไปจากของตนเอง ใฝ่เรียนรู้ ช่างสังเกตุ มีความเมตตาไม่เอาเปรียบคน หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกาย ไม่ทุกข์
       จุดแข็ง สามารถเห็นเหตุเห็นผลได้ชัดเจน และรู้วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง อัตตาต่ำ เปิดใจรับข้อเท็จจริง จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่จมปลักในอดีต และไม่กังวลในสิ่งที่จะเกิดในอนาคต พัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เป็นกัลยาณมิตร
       จุดอ่อน มีความเฉื่อย ไม่ต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ ชีวิตราบรื่นมาตลอด หากต้องเผชิญพลังด้านลบ อาจเอาตัวไม่รอด ไม่มีความเป็นผู้นำ จิตไม่มีพลังพอที่จะดึงดูดคนให้คล้อยตาม วิธีแก้ไข้ ถามตัวเองว่าพอใจแล้วหรือกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่มพลังสติสมาธิ พัฒนาจิตใจให้มีพลังขับเคลื่อนที่แรงขึ้น เพิ่มความเมตา พยายามทำให้ประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น 
     จริตทั้ง 6 ประเภทที่กล่าวมา นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร้ขอบเขต ทำให้เรารูจักคนมากขึ้น และแนะนำคนอื่นได้ ท่องจำ นำไปใช้กันดูครับ
*******
ปลายดินสอจาก http://www.panyathai.or.th

Tuesday, February 7, 2012

วิทยาศาสตร์ชี้ชัด ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ส่งผลดีต่อสมอง

วิทยาศาสตร์ชี้ชัด ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ส่งผลดีต่อสมอง
  โดย ผู้จัดการออนไลน์

       บทความชิ้นนี้คงเหมาะกับครู ที่จะนำไปประยุกต์ใข้ในการเรียนการสอนได้บ้าง ความจริงรายงานและผลการวิจัยสิ่งเหล่านี้น่าจะปรากฏขึ้น ในสถาบันการศึกษาของไทย เพราะเป็นเมืองพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยของสงฆ์ก็มี การศึกษาเรื่องเหล่านี้หาไม่ค่อยพบ   แต่กลับไปปรากฏในชาติตะวันตกแทน ที่เขาศึกษาเรื่องของศาสนาพุทธ เท่าที่ได้ค้นหามีมหาวิทยาอีกหลายแห่งที่ศึกษานี้เช่น มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน  อ่านดีกว่าครับ